หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ขั้นตอนการติดตั้ง Apache, PHP, MySQL บน Raspberry Pi

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

จิตวิทยาเกี่ยวกับสี

จิตวิทยาเกี่ยวกับสี

ความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่มีต่อสีต่างๆ



            สีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบเว็บไซต์ การเลือกสีให้เข้ากับเนื้อหาของเว็บไซต์ จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งผลอย่างมากกับความสวยงามของเว็บไซต์ด้วย
                            สีฟ้า หรือสีน้ำเงิน                 

           ให้ความรู้สึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม มีศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เป็นระเบียบถ่อมตน

           สามารถลดความตื่นเต้น และช่วยทำให้มีสมาธิ แต่ถ้ามีสีน้ำเงินเข้มเกินไป ก็จะทำให้รู้สึกซึมเศร้าได้ สีน้ำเงินเข้ากันได้ดีกับสีอ่อนในชุดสีเย็น เหมาะสมอย่างมากกับสีเอิร์ธ โทน (earth tone ) หรือสีที่เป็นกลางอย่างสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน
ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับสีส้ม เพราะสีทั้งสองจะตัดกันอย่างเด่นชัดซึ่งอาจเป็นการรบกวนสายตา สีน้ำเงินอ่อนเหมาะที่จะเป็นสีพื้นหลังของเว็บที่ให้ความสนุก  ร่าเริง  และมีชีวิตชีวา สามารถใช้ในการแสดงถึงความอนุรักษ์นิยมโดยปราศจากสีมืดทึมได้
ควรหลีกเลี่ยงใช้กับเว็บที่เกี่ยวกับอาหารหรือการประกอบอาหาร เป็นที่รู้กันว่าเป็นสีที่ลดความอยากอาหารอีกด้วย



                           สีเขียว

           เป็นสีในวรรณะเย็น จะสร้างความรู้สึกเย็นสบาย ใช้เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ ให้ความรู้สึก สงบ เงียบ ร่มรื่น ร่มเย็น การพักผ่อน การผ่อนคลาย ธรรมชาติ ความปลอดภัย ปกติ ความสุข ความสุขุม เยือกเย็น

           - สีเขียวแก่ค่อนข้างเป็นสีที่สงบ  เย็น 
           - สีเขียวอ่อนให้ความอบอุ่น  แข็งขันและสะดุดตา
          
           ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีเขียวใกล้กับสีแดงเพราะทั้งสองสีนี้รวบกวนกัน  ทำให้อ่านยาก  สีเขียวจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเว็บที่เกี่ยวกับการเงินหรือสิ่งแวดล้อม  ซึ่งแสดงถึงความสมบูรณ์และการเจริญเติบโต


                          สีเหลือง

           เป็นสีแห่งความเบิกบาน เร้าอารมณ์ และเรียกร้องความสนใจ ให้ความรู้สึกแจ่มใส ความสดใส ความร่าเริง ความเบิกบานสดชื่น ชีวิตใหม่ ความสด ใหม่ ความสุกสว่าง การแผ่กระจาย อำนาจบารมี แสดงถึงการต้อนรับ  สามารถดึงความสนใจได้มาก

          ให้ลองสังเกตดูว่า วันที่ท้องฟ้ามืดครื้มปราศจากแสงแดด เราจะรู้สึกหงอยเหงา หดหู่ แต่พอมีแสงแดด ท้องฟ้าสว่าง มีสีเหลือง เราจะรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น สีเหลืองจะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้ด้วยตนเอง เหมาะกับการใช้สร้างความแตกต่างร่วมกับสีอื่นโดยใช้ความสว่างสดใสที่มีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์ประกอบที่มีสีมืด นอกจากนั้นสีเหลือยังเป็นตัวเลือกที่ดีของสีพื้น  ชึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่านได้เมื่อใช้สีตัวอักษรที่ตัดกัน


                          สีแดง

          เป็นสีที่สร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นสมอง สีแดงปานกลางแสดงถึงความมีสุขภาพดี ความมีชีวิต ความรัก ความสำคัญ ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง

          สีแดงจัดมีความหมายแฝงด้านกามารมณ์ นอกจากนี้สีแดงยังสร้างความรู้สึกรุนแรง ให้ความรู้สึกร้อน กระตุ้น ท้าทายเคลื่อนไหว ตื่นเต้น เร้าใจ มีพลัง มันจะใช้กันกรณีที่เกี่ยวกับความตื่นเต้น หรืออันตราย เหมาะที่จะใช้เน้นความสำคัญของส่วนต่างๆ
          - สีแดงจัดมากๆ  มีผลรบกวนสายตาและทำให้สายตาเมื่อยล้าได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้สีแดงในบริเวณกว้าง ๆ  และจะขัดแย้งกับสีเขียว  น้ำเงิน  และม่วง
          - สีแดงอ่อนจะเข้ากันได้ดีกับสีโทนร้อน เช่น ส้ม น้ำตาล และเหลือง



                           สีม่วง

          ให้ความรู้สึก มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรัก ความเศร้า ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์

          เป็นสีที่ปลอบโยน และช่วยลดความเครียด แต่เดิมสีม่วงได้มาจากสัตว์มีกระดอง,เปลือก ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อว่า Purpura จึงได้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Purple


                           สีส้ม

          ให้ความรู้สึก ร้อน ความอบอุ่น ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น ความคึกคะนอง การปลดปล่อย ความเปรี้ยว การระวัง

          เป็นสีที่เร้าความรู้สึก ปรกติควรใช้แต่น้อยเมื่อเทียบกับสีอื่น สังเกตว่าคนที่อยู่ในห้องสีส้มจะอยู่ได้ไม่นาน เหมาะในการเน้นถึงบางส่วนในหน้าเว็บเพจ ควรระวังอย่าใช้เป็นสีพื้น หรือใช้มากจนเกินไป 

          นอกจากนี้  สีส้มยังเป็นสีที่มีความละเอียดอ่อนและมีประโยชน์ในการตกแต่งมาก  สีส้มเป็นที่นิยมใช้ในการตกแต่งห้องต่างๆ  ภายในบ้าน  จากการศึกษายังพบว่าสีส้มมีความสัมพันธ์กับความอยากอาหาร  จึงเป็นที่นิยมใช้ในการตกแต่งร้านอาหารอีกด้วย


                           สีน้ำตาล

           ให้ความรู้สึกอบอุ่น ได้พักผ่อน แต่ควรใช้ร่วมกับสีส้ม เหลือง หรือสีทอง เพราะถ้าใช้สีน้ำตาลเพียงสีเดียว อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้ เป็นสีที่แสดงถึงความเก่าแก่โบราณ ความมั่นคง เรียบง่าย และสะดวกสบาย อาจจะดูมืดทึมหรือน่าเบื่อ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเว็บเกี่ยวกับบ้านและครอบครัว รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง


                           สีเทา

           ให้ความรู้สึก เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขุม ถ่อมตน ความสุภาพและสร้างสรรค์

           สีนี้มีข้อดีคือทำให้เย็น แต่สร้างความสร้างความรู้สึกหม่นหมองได้ ควรใช้ร่วมกับสีที่มีชีวิต โทนสว่างอย่างน้อยหนึ่งสี สีเทาอาจทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย  ซ้ำซาก  หรือขาดชีวิตชีวา  เข้ากันได้ดีกับสีโทนเย็น  ซึ่งจะให้ความรู้สึกสง่างาม  ชำนาญ  และมั่นคง


             สีขาว

           ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ สะอาด สดใส เบาบาง อ่อนโยน เปิดเผย การเกิด ความรัก ความหวัง ความจริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม


                             สีดำ 

             สื่อถึงความโศกเศร้า  ความรุนแรง  และความหดหู่  แต่เมื่อสีดำมาอยู่คู่กับสีขาวก็ทำให้มีความหมายที่ดี  เช่น ความฉลาด  และความมั่นคง  เมื่อใช้ร่วมกับสีอื่นๆ  ก็สามารถสร้างความซับซ้อน ลึกลับได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาพบว่าการใช้สีดำเป็นสีพื้นในหน้าเว็บเพจทำให้อ่านตัวหนังสือได้ยากขึ้น แต่ก็มีหลายๆ เว็บที่ใช้สีดำเป็นพื้นหลัง พร้อมด้วยการใช้ตัวหนังสือที่มีความแตกต่างอย่างมาก เช่น สีขาวหรือเขียวอ่อน
          สีดำยังมักถูกใช้เป็นพื้นหลังในการนำเสนอผลงานของศิลปิน (portfolio)  และเป็นที่นิยมใช้ในเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลทางเทคนิค  หรือเว็บที่ให้ความรู้สึกแบบใต้ดิน การใช้สีดำเป็นสีหลักควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น 
ไม่ควรใช้กับเว็บที่เป็นร้านหนังสือสำหรับเด็ก
ที่มาจาก : http://www.igetweb.com/igetweb/main/detail.php?type=tip&pid=143

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องน่ารู้เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย

เรื่องน่ารู้เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
    วันที่ 14 สิงหาคม 2557 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยตาปี จะเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ. เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อการศึกษาดูงานครั้งนี้จะได้มีความเข้าใจถึงวัฒนธรรม เมืองปีนัง ดินแดนไข่มุกแห่งตะวันออก เมืองที่เป็นเกาะเล็กๆ แต่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรมมากขึ้น 

เพื่อขานรับกับนโยบายเปิดประตูสู่อาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้  จึงขอแนะนำสิ่งที่น่าสนใจในปีนัง


รถไฟรางที่นำขึ้นสู่ยอดปีนังฮิลล์
พูดถึงความเก่านั้น ก็ใช่แต่จะหมายถึงด้านไม่ดีเสมอไป ของบางอย่างที่เป็นของเก่า ก็มีคุณค่าแบบที่ไม่สามารถประเมินราคาได้ หรือแม้แต่เมืองเก่าๆ ก็มีมนต์เสน่ห์ที่ทำให้หลายคนอยากเข้าไปสัมผัส อย่างเช่น “ปีนัง” หรือ รัฐปีนัง ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย

นอกจากจะชอบเที่ยวในเมืองใหญ่ หรือออกไปตามป่าเขาลำเนาไพรแล้ว “ตะลอนเที่ยว” ก็ชอบเที่ยวเมืองเก่าด้วยเหมือนกัน เมื่อมีโอกาสดีมาถึงให้ได้ไปเยี่ยมเยือนปีนัง ก็ย่อมต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน
ก่อนจะตะลอนเที่ยวกันในเมืองปีนัง เรามาทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของปีนังกันเสียหน่อย 

เจดีย์เจ็ดชั้น
“ปีนัง” นั้นเป็นหนึ่งในสิบสามรัฐของมาเลเซีย ในภาษามาเลย์จะเรียกว่า “ปูเลาปีนัง” (Pulau Penang) ซึ่งมาจากคำว่า “ปีนัง” ที่แปลว่า “ต้นหมาก” โดยในสมัยก่อนนั้นบนเกาะปีนังจะพบต้นหมากขึ้นอยู่มากมายนั่นเอง และหากพูดถึงรัฐปีนัง จะหมายรวมถึงพื้นที่บนเกาะปีนัง และ เซเบอรังเปอไร (Seberang Parai) บนแผ่นดินใหญ่
เกาะปีนังถูกค้นพบโดย กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ชาวอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1786 กัปตันไลท์ก็ได้รับมอบเกาะปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี ด้วยการทำสัญญาว่าจะปกป้องแผ่นดินนี้จากสยามประเทศ ซึ่งเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่ว่า “Prince of Wales Island” เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์
ต่อมาไม่นาน กัปตันไลท์ก็ได้ตั้ง “จอร์จทาวน์” (George Town) ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเมืองท่าปลอดภาษี ซึ่งก็มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้จอร์จทาวน์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนในสมัยนั้นคนไทยที่พอมีฐานะนิยมจะส่งลูกหลานไปเรียนที่ปีนังเพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษ

เจ้าแม่กวนอิม ที่วัดเค็กลกซี

ปัจจุบัน ปีนังถูกกล่าวขานว่าเป็นไข่มุกแห่งตะวันออก เนื่องจากมีบ้านเมืองที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะบนเกาะปีนังที่เราจะมาเที่ยวตะลอนกันในคราวนี้ และถ้าอยากจะเห็นว่าบ้านเมืองโดยรวมของเกาะปีนังเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็ต้องขึ้นมาที่ “ปีนังฮิลล์” (Penang Hill / Bukit Bendara) เนื่องจากเป็นจุดที่สูงที่สุดบนเกาะปีนัง
การจะขึ้นไปสู่ยอดเขาปีนังฮิลล์ที่มีความสูงประมาณ 830 เมตรจากระดับน้ำทะเลนั้น จะต้องใช้บริการรถไฟรางเพื่อไต่ระดับขึ้นไป ระหว่างที่รถไฟเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ก็จะผ่านสวนป่าที่มีต้นไม้ดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ดูแล้วสดชื่นสบายตาจากความเขียวชอุ่ม
ทิวทัศน์รอบๆ ปีนัง
พอขึ้นไปถึงด้านบนสุดก็จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย พร้อมกับชมทิวทัศน์ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งจะเห็นทั้งจอร์จทาวน์ ที่ในปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐปีนัง ไปจนถึงชายฝั่งทะเล ขึ้นมาถึงด้านบนแล้วก็ต้องใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆ มากสักหน่อย แล้วค่อยลงมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ กันบ้าง
ด้วยเหตุที่มาเลเซียมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จึงทำให้วิถีชีวิต อาหารการกิน บ้านเรือน และบรรยากาศในเมืองนั้นเต็มไปด้วยการผสมผสานของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในปีนังนี่เอง
อนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ 1
เริ่มแรกนั้น ลองไปสัมผัสวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนกันก่อนที่ “วัดเค็กลกซี” (Kek Lok Si Temple) หรือ วัดเขาเต่า หากใครจะขึ้นมาให้ถึงที่วัดนี้ ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทางขึ้นมายังวัดนั้นเป็นบันไดเดินขึ้นเนินเขาเรื่อยๆ ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก แต่ก็พอให้รู้สึกว่าเหงื่อเริ่มซึม และระหว่างทางเดินขึ้นก็จะผ่านร้านค้า ร้านขายของฝากที่กวักมือเรียกให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายเข้าไปเยี่ยมชม
ผ่านจากบรรดาร้านค้ามาได้ ก็จะมาถึงบ่อเต่าขนาดใหญ่ ที่มีเต่าตัวใหญ่นอนกองรวมกันอยู่ ด้านนอกบ่อก็จะมีคนขายผักบุ้งร้องเรียกให้ซื้อเพื่อทำบุญให้เต่าตาดำๆ มีทั้งภาษามาเลย์ ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ แถมยังมีซับไตเติ้ลภาษาไทย สำหรับนักท่องเที่ยวหน้าตาไทยแท้ๆ อย่างเราอีกด้วย ใครที่ใจบุญสงสารพี่เต่า หรือทนเสียงเรียกร้องของพ่อค้าไม่ไหวก็แวะให้อาหารเต่ากันเสียหน่อย แล้วค่อยออกเดินต่อไปยังวัด  หากจะซื้อของฝากด้านบนก่อนที่จะถึงบ่อเต่าราคาค่อยข้างถูกโดยเฉพาะพวงกุญแจ
อาคารทาวน์ฮอลล์
มาถึงทางเข้าวัดแล้วก็จะผ่านร้านขายของฝากของทางวัด ที่มีทั้งเครื่องรางของขลัง และของฝากมากมาย จากนั้นก็เป็นบันไดทางขึ้นไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะถึงตัววัดเสียที
มองเข้าไปในวัดแล้วจะได้กลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างเต็มเปี่ยม แม้จะมีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาท่องเที่ยวที่วัดแห่งนี้ แต่คนส่วนใหญ่ก็มาด้วยใจศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งคนที่มาที่นี่ นิยมมาไหว้พระและเทพเจ้าองค์ต่างๆ
เริ่มจากจุดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งภายในวัดแห่งนี้ ก็คือ เจดีย์เจ็ดชั้น ที่มีความงดงามจากการผสมผสานศิลปะจาก 3 ชาติ คือ ฐานเจดีย์เป็นแบบจีน ตัวเจดีย์เป็นแบบไทย และยอดเจดีย์เป็นแบบพม่า โดยจะมีการตกแต่งด้วยพระพุทธรูปสำริดและพระพุทธรูปศิลาขาวทั้งหมด 10,000 องค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีระหว่างนิกายมหายานและเถรวาท
หลังจากชมเจดีย์ที่งดงามแล้ว ก็ตรงเข้าไปไหว้พระและเทพเจ้าองค์ต่างๆ ที่ด้านใน ซึ่งก็ต้องขึ้นบันไดไปอีกเล็กน้อย จากนั้นก็มาถึงไฮไลต์สำคัญของวัดเค้กลกซี ก็คือ องค์เจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ด้านบนสุดของวัด โดยจะต้องขึ้นรถรางต่อขึ้นไปอีก
ป้อมคอร์นเวลลิส

สำหรับองค์เจ้าแม่กวนอิมเป็นรูปหล่อสำริด ที่มีความสูงราว 30 เมตร ตั้งตระหง่านงดงามอยู่ที่ด้านบนสุดของวัด ซึ่งบริเวณรอบๆ นั้นก็มีการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างงดงาม สามารถชมทัศนียภาพ รอบๆ เกาะปีนังได้สะดวก และข้างๆ กันนั้นก็มีศาลาประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมไม้แกะสลักให้เข้าไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลกันอีกด้วย
ผู้คนที่ทยอยกันเข้ามายังวัดแห่งนี้ มีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และชาวมาเลเซียที่อุ้มลูกจูงหลานเข้ามา เรียกได้ว่าวัดเค็กลกซี เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของปีนัง และยังมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะวัดที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หากมาเยือนปีนังแล้วก็ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

บรรยากาศในย่านลิตเติ้ลอินเดีย

ด้ไหว้พระทำบุญกันแล้ว ก็มาลองสัมผัสกับเมืองเก่าทรงเสน่ห์ ที่ยังเป็นจุดดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกันดูบ้าง ที่นี่คือ “จอร์จทาวน์” (George Town) เมืองหลวงของรัฐปีนัง และยังได้รับเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลกพร้อมกับมะละกา ในปี ค.ศ.2008 จากสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน
การท่องเที่ยวภายในจอร์จทาวน์ต้องใช้เวลาในการซึมซับบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว “ตะลอนเที่ยว” จึงเลือกวิธีการเดินเท้า เดินชมตึกรามบ้านช่องตามรายทางไปเรื่อยๆ นอกจากจะได้ชื่นชมกับบ้านช่องที่มีร่องรอยของอดีตอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ก็ยังได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในย่านจอร์จทาวน์อีกด้วย
ขนมแบบอินเดียก็มีขาย

เริ่มต้นการเดินกันที่บริเวณ “เอสพลานาร์ด” ลานโล่งๆ ริมทะเลที่จัดตกแต่งเป็นสัดส่วนสบายตา โดยบริเวณนั้นจะมี “อนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ 1” (The Cenotaph) อยู่ด้านข้าง ส่วนใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นอาคารเก่าที่เคยใช้เป็น “ทาวน์ฮอลล์” (Town Hall) และ “ซิตี้ฮอลล์” (City Hall) โดยอาคารซิตี้ฮอลล์ จะเป็นอาคารสีขาวสไตล์โคโลเนียล โดดเด่นด้วยเสาแบบกรีกและหน้าต่างบานใหญ่ ส่วนทาวน์ฮอลล์ จะเป็นอาคารสีเหลืองอ่อนสลับขาว สถาปัตยกรรม British Empire
เดินข้ามมาอีกฝากหนึ่งก็จะเห็นปืนกระบอกใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังกำแพงสูง ซึ่งบริเวณนี้มีชื่อเรียกว่า “ป้อมคอร์นเวลลิส” (Fort Cornwallis) ที่หากเข้าไปเดินชมภายในแล้วก็จะสามารถมองเห็นโครงสร้างเก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น โบสถ์ คลังเก็บดินปืน ประภาคาร และยังมีปืนเก่าชื่อ “เสรีรัมใบ” ซึ่งเป็นปืนใหญ่ของฮอลันดาที่มอบให้เป็นของกำนัลแก่สุลต่านยะโฮร์ แต่ถูกโปรตุเกสชิงไปแล้วส่งต่อไปยังชวา สุดท้ายอังกฤษก็นำกลับมาไว้ที่นี่
มัสยิดกาปิตัน เคลิง
ได้รับบรรยากาศแบบตะวันตกกันไปบ้างแล้ว ก็ขอเดินต่อมาเรื่อยๆ ยังบริเวณที่มีกลิ่นอายแบบตะวันออกบ้าง แบบนี้ก็ต้องมาที่ “ลิตเติ้ลอินเดีย” (Little India) ชุมชนของชาวอินเดียที่มีทั้งโบสถ์ฮินดูเก่าแก่ บ้านเรือนที่ตกแต่งในสไตล์อินเดีย มีร้านขายอาหารของคาวของหวานแบบอินเดีย หรือจะดูหนังฟังเพลงอ่านหนังสืออินเดีย ที่มีก็มีครบทุกสิ่ง แถมยังเห็นสาวอินเดียห่มส่าหรีสีสันสวยสดเดินผ่านไปผ่านมา ได้อารมณ์เดินในเมืองหนึ่งในประเทศอินเดีย มากกว่าจะอยู่ที่ปีนังเสียอีก
แต่ถึงจะเป็นชุมชนอินเดีย บริเวณใกล้ๆ กันนั้นก็ยังมี “วัดเจ้าแม่กวนอิม” ที่สร้างขึ้นโดยชาวจีนฮกเกี้ยนและชาวจีนกวางตุ้งกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะปีนัง น่าเสียดายว่าตอนที่เราไปถึงภายในวัดกำลังทำการปรับปรุงอยู่ จึงสามารถชมความงดงามของวัดได้แค่เพียงภายนอกเท่านั้น
และถ้าเดินตรงตามถนนไปเรื่อยๆ ก็จะมาถึง “มัสยิดกาปิตัน เคลิง” (Kapitan Keling Mosque) ที่มองจากด้านนอกก็จะเห็นอาคารของมัสยิดเป็นสีขาวสะอาดตา ประดับด้วยโดมและหอคอยแบบโมกุลสีเหลือง ริมกำแพงด้านหนึ่งมีหอคอยสูง และล้อมรอบมัสยิดด้วยกำแพงรั้วเตี้ยๆ
บ้านเรือนในย่านคนจีน
เดินตรงจากมัสยิดมาอีก ก็คล้ายว่าเดินก้าวเข้ามาในอีกโลกหนึ่งทันที บริเวณนี้จะมีบรรยากาศเป็นชุมชนชาวจีน มีวัด ศาลเจ้า และสถาปัตยกรรมแบบจีนเรียงรายอยู่สองข้างทาง มีร้านขายของที่ระลึกต่างๆ มีร้านจักรยานให้นักท่องเที่ยวเช่าเพื่อขี่ชมรอบๆ จอร์จทาวน์ และยังมีพิพิธภัณฑ์เอกชนเล็กๆ ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความเต็มใจ
สิ่งที่ได้รับจากการเดินเล่นในเมืองจอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลกแห่งนี้ ทำให้ได้รู้ว่าแม้จะมีเชื้อชาติที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และเมืองที่ตั้งขึ้นมาอย่างยาวนานอย่างปีนังนั้น ก็ยังคงรักษาเสน่ห์ของความโบราณไว้อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อรอให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสถึงมนต์ขลังที่ยังไม่เสื่อมคลาย
สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศมาเลเซีย ได้ที่ การท่องเที่ยวมาเลเซียประจำประเทศไทย 
โทร. 0-2636-3380-3 หรือที่ Facebook : TourismMalaysiaThailand
ขอบคุณที่มาจาก : http://supavita.wordpress.com

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การวางแผนงานประกันคุณภาพภายในของสกอ.ระดับคณะ

แนวทางการวางแผนประกันคุณภาพภายในระดับคณะ

  1. การกำหนดข้อมูลพื้นฐานของคณะวิชาให้มองให้ครบในเรื่อง ปรัชญา ปณิธาน อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ และวิสัยทัศน์ ของคณะ โดยการมองความเป็นไปได้ของความสอดคล้องในอนาคต
  2. กำหนดจุดเน้นของคณะที่จะผลิตบัณฑิตออกมา ว่าจุดเน้นที่จะทำให้เกิดจุดเด่นหรือความแตกต่างคืออะไร ซึ่งให้มองถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการสอดคล้องกับรายวิชา วิสัยทัศน์ ที่กำหนดไว้และความสามารถของคณะที่ทำให้เป็นจริงได้ในอนาคต เพราะว่าสิ่งที่ทำจะต้องปรากฏเป็นในหลักฐานต่างเช่น มคอ. โครงการ งานวิจัย และกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ
  3. ในการทำงานให้เริ่มวางแผนจากองค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการ เป็นตัวเริ่มเรื่อง โดยการสำรวจความต้องการของชุมชน และออกบริการวิชาการยังชุมชนที่เลือก หากไปได้สมควรเลือกชุมชนซ้ำกันเพื่อการพัฒนาที่ยั้งยืน โดยการไปบริการวิชาการในแต่ละครั้งต้องนำนักศึกษาในรายวิชาในวิชาหนึ่งเข้าร่วมทั้งรายวิชาเพื่อการบูรณาการ โครงการที่ทำต้องมีการประเมินโครงการที่ชัดเจนคือประเมินทั้ง ผู้เข้าร่วมโครงการ นักศึกษาที่บูรณาการ  และชุมชนโดยการประเมินชุมชนนั้นต้องติดตามประเมินซ้ำหลังจากทำโครงการประมาณ 3 เดือนเพื่อบอกผลกระทบและสิ่งที่ได้ต่อชุมชน
  4. หลังจากบริการวิชาการแลัวให้นำผลที่ได้หรือปัญหาของชุมชนมาทำงานวิจัยซึ่งการบริการวิชาการสมควรเกิดขึ้นในภาคเรียนที่ 1 และการเสนองานวิจัยน่าจะเกิดหลังจากนั้นไม่เกิน 2 เดือนเพื่อความต่อเนื่องของเวลา และงานวิจัยน่าจะเป็นงานวิจัยที่ไม่ใหญ่มาก ให้สามารถทำเสร็จไม่เกิน 4 เดือนเพื่อสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในเทอมที่ 3 หรือภาคฤดูร้อนในปีการศึกษาเดียวกันให้ได้ตามเกณฑ์การประกันคุณภาพ หลังจากทำวิจัยเสร็จแล้วให้ทำการเผยแพร่งานวิจัยทั้งบนเว็บไซต์และทำแผ่นพับ 
  5. องค์ประกอบที่ 2 คือองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการผลิตบัณฑิต เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่นๆ โดยองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย องค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการ ดังนั้นการเขียนในองค์ประกอบที่ 2 ต้องดูความเชื่อมโยงให้ชัดเจน ทั้งข้อมูลพื้นฐานของคณะและองค์ประกอบที่ 4 และองค์ประกอบที่ 5 เพราะองค์ประกอบที่ 2 จะเป็นตัวบอกถึงวิธีการผลิตบัณฑิตที่สอดคล้อง โดยองค์ประกอบนี้จะต้องมีแผนงานที่ชัด รวมถึงการพัฒนาอาจารย์ ซึ่งเน้นที่จะส่งเสริมอาจารย์ให้มีเทคนิคการสอนใหม่ๆ โดยการจัดอบรมสัมมนาเรื่องเทคนิคการสอน การติดตามอาจารย์ในเรื่องเทคนิคการสอน การประเมินการสอนของอาจารย์เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาเทคนิคการสอนต่อไป รวมถึงการที่ต้องส่งเสริมให้นักศึกษาไปร่วมให้การแข่งขันงานวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาได้รับรางวัลในการแข่งขันระดับชาติ ส่งเสริมให้นักศึกษาไปเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ ซึ่งหากขาดส่วนนี้ไปอาจทำให้เสียคะแนนได้ ในส่วนของกลไกที่มีตัวบ่งชี้ทุกตัวบ่งชี้ต้องทำให้ครบเพราะจะเป็นคะแนนพื้นฐานที่สามารถทำได้ง่ายที่สุด 
  6. องค์ประกอบที่ 3 การพัฒนานักศึกษาเป็นองค์ประกอบที่เน้นการสร้างนักศึกษาทางกิจกรรม เช่น 3D และการชี้นำสังคม โดยโครงการที่ทำทุกโครงการหากเกี่ยวกับชุมชนให้มีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นหลักจากทำโครงการเแล้ว ทุกโครงการ ในองค์ประกอบนี้จะต้องมีกิจกรรมที่นักศึกษาต้องมีกิจกรรมในการให้ความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพซึ่งอาจอยู่ในมคอ.ของรายวิชาก็ได้ พร้อมทั้งสอนให้นักศึกษาทำโครงการเพื่อนำเสนอมหาวิทยาลัย
  7. องค์ประกอบที่ 6 เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคนให้เป็นคนดี ดังนั้นกิจกรรมหรือโครงการต้องส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้นักศึกษา  และต้องมีอยู่ใน มคอ. ของรายวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างชัดเจน รวมถึงต้องส่งเสริมให้นักศึกษามีรางวัล หรือประกาศชมเชย เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม 
  8. องค์ประกอบที่ 1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกับแผนงานซึ่งการตรวจเกือบทุกองค์ประกอบต้องเกิดจากการวางแผนดังนั้นในองค์ประกอบนี้เป็นตัวเริ่มต้น หากองค์ประกอบที่เหลือไม่สอดคล้องตามแผนแล้วอาจทำให้เสียคะแนน ดังนั้นองค์ประกอบต้องดูให้สอดคล้องกันทั้งแผนงบประมาณและแผนยุทธ์ศาสตร์ ในส่วนการประกันทำขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างมีการวางแผน ดังนั้นเราต้องมีแผนยุทธ์ศาสตร์และแผนปฏิบัติการของคณะเสนอและต้องให้สอดคล้องการการทำงานเป็นสำคัญ และทุกปีต้องมีการประเมินแผนยุทธ์ศาสตร์ ประเมินแผนปฏิบัติการณ์ และประเมินแผนประกันคุณภาพและองค์ประกอบนี้ต้องมีผลการประเมินตามอัตลักษณ์ แนะนำให้คณะทำเป็นของตนเองมากกว่าการใช้ของส่วนกลาง
  9. องค์ประกอบที่ 7 เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งส่วนที่เป็นผู้บริหารสถาบันให้อธิบายเกี่ยวกับคณบดีเพราะถือว่าคณะวิชาเป็นสถาบัน ส่วนใดที่จำเป็นต้องใช้สถาบันให้อ้างสถาบันได้ตามสมควร ในส่วนที่อ้างสภาสถาบันให้นำข้อมูลของสภามาใช้ได้เลย ในส่วนของตัวบ่งชี้ที่ 7.2 เรื่องการจัดการความรู้นั้น วิธีการทำที่ง่ายที่สุดสามารถทำได้ดังนี้
    1. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ของคณะ โดยคณบดี
    2. ประชุมคณะกรรมการจัดการความรู้ครั้งที่ 1 กำหนดประเด็นความรู้โดยต้องมี 2 ประเด็นหลักคือ 1.) ประเด็นเกี่ยวกับการผลิตบัณฑิต 2.) ประเด็นเกี่ยวกับการทำวิจัย 
    3. ประชุมครั้งที่ 2 ให้เป็นการประชุมคณะ เพื่อนำประเด็นที่ได้มาหารือแลกเปลี่ยนกันอาจจะใช้วิธีตั้งคำถามในกระดาษแล้ว ให้ทุกคนในคณะตอบคำถาม หลังจากการประชุมให้เลขาที่ประชุมนำข้อมูลที่ได้ไปสรุปเป็นองค์ความรู้ครั้งที่ 1 หากปีที่ผ่านมามีองค์ความรู้ที่สรุปและนำไปใช้แล้วให้นำความรู้นั้นมาวิเคราะห์ผลการใช้งานในครั้งนี้ด้วย
    4. ประชุมครั้งที่ 3 ให้นำข้อมูลสรุปที่ได้จากการประชุมครั้งที่ 2 มาแลกเปลี่ยนและฟังข้อเสนอแนะจากคณาจารย์ในคณะ โดยอาจจะทำเป็นแบบสอบถามให้คณาจารย์ในคณะแสดงความคิดเห็น
    5. ประชุมครั้งที่ 4 นำความข้อมูลที่ได้จากการแสดงความคิดเห็นจากครั้งที่ 3 มาสรุปเป็นองค์ความรู้ และให้คณาจารย์แสดงความคิดเห็นครั้งสุดท้ายก่อนสรุปองค์ความรู้ที่สมบูรณ์
    6. นำความรู้เผยแพร่บนหน้า WebSite และทำเอกสารเผยแพร่ภายในมหาวิทยาลัย
  10. องค์ประกอบที่ 8 เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยการอ้างถึงข้อมูลของมหาวิทยาลัย
  11. องค์ประกอบที่ 9 เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการประกันคุณภาพให้เริ่มต้นจากการแต่งตั้งกรรมการประกันคุณภาพและผู้รับผิดชอบงานประกันแต่ละตัวบ่งชี้
        ทำ 11 เป็นข้อเสนอแนะในการทำแผนงานเพื่อการทำประกันคุณภาพภายในระดับคณะ อาจไม่ได้เข้าถึงรายละเอียดมากนักแต่จะแสดงถึงความสอดคล้องกันของการวางแผน

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

PSU-netdrive:เทคนิคการแชร์ไฟล์ผ่านเน็ตเวิร์คโดยไม่ต้องใช้ SAMBA รุ่นที่ 1 WUNCA 25

workshop ของการประชุม wunca 25


PSU-netdrive:

เทคนิคการแชร์ไฟล์ผ่านเน็ตเวิร์คโดยไม่ต้องใช้ SAMBA รุ่นที่ 1 WUNCA 25 ณ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันนี้เป็นการบรรมยายใน section ต่างๆ 
หลายหัวข้อโดยในคณะที่ไปทั้งหมด แบบกันเข้าฟังในส่วนที่ถนัดและเกี่ยวข้อง ส่วนได้เข้าร่วม workshop เรื่อง  "PSU-netdrive: เทคนิคการแชร์ไฟล์ผ่านเน็ตเวิร์คโดยไม่ต้องใช้ SAMBA รุ่นที่ 1" เป็นลักษณะของการใช้งาน ข้อมูลร่วมกันโดยไม่ต้องโปรแกรม SAMBA ที่เป็นโปรแกรมที่ทำงานบน LINUX 
    หลังจากการทดสอบติดตั้งจริงในใน Server ของมหาลัยแล้วสามารถใช้งานได้ดีในระดับหนึ่งมีปัญหาคือระบบปฏิบัติการ MAC ของ Apple นั้นต้องหาโปรแกรมช่วยในการ Map drive








วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การดำเนินกิจกรรมบนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 25”

โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ
“การดำเนินกิจกรรมบนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา 

ครั้งที่ 25” (WUNCA25 th)

จำนวน 3 วัน ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2555



ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการแข่งขันทั้งด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การศึกษา ตลอดจน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงจ าเป็นต้องมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้ทัดเทียมและยั่งยืน
อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการน าเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถสร้างอ านาจต่อรองกับนานาอารยะประเทศได้ การพัฒนาด้านการศึกษาและการวิจัยเป็นส่วนส าคัญมากที่สุด สามารถส่งผลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างและน ามาประยุกต์ใช้ เพื่อสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้งาน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นไปในรูปแบบก้าวกระโดด มีผลผลักดันทางด้านการศึกษา วิจัยและพัฒนาในหมู่อาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยภายในประเทศ ในปัจจุบันการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (Information Communication 
Technology) ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบัน การศึกษาและกับประเทศต่าง ๆ คือ
ปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในการรักษาสมดุลของสถานะระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย
ข้อมูล และระบบเครือข่ายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความตื่นตัว สามารถปรับปรุงและพัฒนาได้
ตลอดเวลาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ด าเนินการโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (Inter-University Network: UniNet)  โดยเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายความเร็วสูงระหว่างมหาวิทยาลัย/สถาบัน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ภายในประเทศ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาคและชุมชน เป็นการแบ่งปันทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน และได้ด าเนินกิจกรรมทางการศึกษาทั้งทางด้านการเรียนการสอนและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษา ต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกที่เชื่อมต่ออยู่บนเครือข่ายดังกล่าว การประชุมเชิงปฏิบัติการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของสมาชิกเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ในการดูแลระบบและบริหารจัดการเครือข่ายที่จะต้องใช้งานร่วมกัน ซึ่งนอกจากการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลแล้วยังจะเป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่จะได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครือข่ายใหม่ ๆ รวมทั้งการรวมกลุ่มกับเพื่อนสมาชิกเพื่อท าการศึกษาและวิจัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสนับสนุนการศึกษาและยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้สามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษากับเครือข่ายการศึกษาและวิจัยนานาชาติเกิดประโยชน์สูงสุด จึงจ าเป็นต้องให้บุคลากรของสถาบันที่เป็นสมาชิกเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet)  รับทราบข้อมูลของเครือข่ายการศึกษาและวิจัยนานาชาติ ทั้งในด้านเครือข่ายสารสนเทศและเนื้อหา (Content)  บนเครือข่ายฯ ตลอดจนกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาของสถาบันสมาชิกเครือข่าย

       ดังนั้นเพื่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายฯ ให้มีประสิทธิภาพและ
เกิดประโยชน์สูงสุด ส านักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาร่วมกับศูนย์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เห็นสมควรจัดให้มีการดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การดำเนินกิจกรรมบนระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 25” (WUNCA25 th) ขึ้น ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2555 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วัตถุประสงค์

  • เพื่อกำหนดแนวทางในการด าเนินกิจกรรมบนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet)
  • เพื่อศึกษาวิจัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
  • เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายระหว่างกลุ่มสมาชิก
  • เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย Hardware and Software

หัวข้อการประชุมเชิงปฏิบัติการ

  • นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์ และนักวิจัย ทั้งในมหาวิทยาลัย/สถาบันภายในประเทศ และต่างประเทศ
  • อภิปรายกำหนดแนวทางของกลุ่มในการด าเนินกิจกรรมของสมาชิกบนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet)
  • อภิปรายและประชุมกลุ่มย่อยในการสร้างความร่วมมือ
  • นำเสนอแผนการด าเนินงานและผลงานของกลุ่ม
  • นำเสนอผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย/ สถาบัน
  • อบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่าย